หลายคนเริ่มวิ่งแล้วคิดว่า "ยิ่งเหนื่อย = ยิ่งพัฒนา" แต่จริง ๆ แล้วการวิ่งแต่ละรูปแบบ มีเป้าหมายต่างกัน การรู้ว่าแต่ละวันควรซ้อมอะไร คือสิ่งที่ทำให้นักวิ่งพัฒนาได้ต่อเนื่อง
Running Guide · 10 min read
นักวิ่งมือใหม่จำนวนมากมีแค่ 2 โหมด "ไม่วิ่งเลย" หรือ "วิ่งเต็มที่ทุกครั้ง" แต่การพัฒนาที่ดีมาจากการจัด Training Intensity (ความหนักของการซ้อม) ให้เหมาะสม
ทุกการวิ่งไม่จำเป็นต้องเร็ว
แต่ทุกการวิ่งควรมีเหตุผลว่ากำลังฝึกอะไร
Easy Run (การวิ่งเบา) คือการวิ่งที่ร่างกายใช้ความหนักต่ำถึงปานกลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ Zone 2 เพื่อพัฒนา Aerobic System (ระบบพลังงานใช้ออกซิเจน)
Tempo Run (การวิ่งหนักต่อเนื่อง) คือการวิ่งในระดับที่ใกล้กับ Lactate Threshold (จุดที่ร่างกายเริ่มสะสมความล้าเร็วขึ้น) ช่วยให้ร่างกายรักษาความเร็วสูงได้นานขึ้น
ควรรู้สึกว่า "หนักแต่คุมได้" ไม่ใช่ Sprint (วิ่งเต็มแรง)
Interval Training (การซ้อมเป็นช่วง) คือการสลับระหว่างช่วงวิ่งเร็วและช่วงพัก เช่น วิ่งเร็ว 1 นาที + เดินพัก 1 นาที ช่วยพัฒนา Speed (ความเร็ว) และ VO₂ Max (ความสามารถใช้ออกซิเจนสูงสุด)
สร้างฐาน
80% ของการซ้อม
เพิ่มความอึด
รักษาความเร็ว
เพิ่มความเร็ว
เพิ่ม VO₂ Max
นักวิ่งจำนวนมากใช้แนวคิด 80/20 Training (การแบ่งความหนักของการซ้อม) โดยประมาณ 80% เป็น Easy Run และ 20% เป็น Quality Session (ซ้อมคุณภาพ)
Mon : Rest / Recovery
Tue : Easy Run
Thu : Tempo Run
Sat : Long Easy Run
Sun : Strength Training
Easy Run เร็วเกินไป
Tempo กลายเป็นแข่งกับตัวเองทุกครั้ง
Interval เยอะเกินจน Recovery ไม่ทัน
ใช้ Training Pace Calculator เพื่อคำนวณ Easy, Tempo และ Interval Pace
Training Pace CalculatorEasy, Tempo และ Interval ไม่ได้แข่งกันว่าอะไรดีที่สุด แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบ นักวิ่งที่พัฒนาได้ดี คือคนที่เลือกใช้แต่ละรูปแบบถูกเวลา
Favorite และ Compare ที่บันทึกไว้ในเครื่องนี้